คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 PDF พิมพ์ อีเมล
Share

 

คำถาม - ตอบที่พบบ่อย

 

ข้อมูล ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553

 

1. เมื่อป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 นี้แล้ว จะมีโอกาสเป็นซ้ำได้หรือไม่ ?

                  โดยทั่วไปการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลซ้ำ สามารถเกิดขึ้นได้ในธรรมชาติ แต่พบได้น้อยมาก ซึ่งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็อาจเป็นไปได้ในลักษณะเดียวกัน  ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ซ้ำ อาจเป็นไปได้จากปัจจัยหลายประการ เช่น ปัจจัยในตัวผู้ป่ว ย ที่ทำให้สร้างภูมิต้านทานโรคได้น้อยกว่าคนปกติ ตัวเชื้อไวรัสอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมทีละน้อย ทำให้ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้น จากการติดเชื้อครั้งแรก ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้อย่างสมบูรณ์ ประเด็นที่มีผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ซ้ำนี้  ยังเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก  ซึ่งยังไม่มีผลกระทบต่อแนวทางการป้องกันโรค การรักษา การใช้วัคซีน ในปัจจุบัน   และยังไม่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญในภาพรวม แต่อย่างใด

 

2. คนและสัตว์ สามารถแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 ระหว่างกันได้หรือไม่?

                 ในต่างประเทศพบรายงานการติดเชื้อในสัตว์แล้ว เช่น ไก่งวง แมว สุกร ตัว Ferret ตัวมิงค์ เป็นต้น ซึ่งหลายแห่งพบว่า มีคนงานที่เลี้ยงสัตว์ป่วยก่อนที่จะมีการระบาดของโรคในสัตว์

                 สำหรับประเทศไทย มีพบการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 ในสุกรเกิดขึ้นที่ฟาร์มสุกรของสถานีวิจัยทับกวาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งสถานีวิจัยดังกล่าวเป็นสถานีปรับปรุงพันธุ์สุกร และเป็นที่ฝึกปฏิบัติงาน ของนักศึกษาสัตวบาล ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังไม่พบอาการป่วยผิดปกติในคน และยังไม่พบการรายงานการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในสัตว์ด้วย

                การยืนยันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1 N1) 2009 ในสุกรเกิดขึ้นหลายประเทศ ทั่วโลก รวมถึงประเทศอาร์เจนตินา ออสเตรเลีย แคนาดา ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ ไต้หวัน อังกฤษ แม้ว่าเชื้อไวรัสจะมีความสามารถในการแพร่เชื้อ จากคนไปสู่สัตว์ได้น้อย แต่หากเชื้อมีการผสมข้ามสายพันธุ์แล้วมีความรุนแรงมากขึ้น ก็อาจก่อให้เกิดการระบาดของโรคที่รุนแรงขึ้นตามมาได้ เพื่อความไม่ประมาท ประชาชนก็ควรมีความระมัดระวังป้องกันตนเอง เช่น ไม่ควรคลุกคลีหรือสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่ป่วย หากจำเป็น ก็ควรสวมถุงมือ และล้างมือหลังการสัมผัสสัตว์ทุกครั้ง

 

3. ผู้ป่วยที่มีการเก็บตัวอย่างส่งตรวจยืนยันเชื้อไวรัส ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการส่งตรวจหรือไม่อย่างไร ?

กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดแนวทางการเรียกเก็บค่าตรวจ ทางห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดังนี้

             1.  ตัวอย่างที่เก็บและส่งตรวจโดยทีมสอบสวนโรค กรมควบคุมโรค ไม่คิดค่าบริการทางห้องปฏิบัติการ (กรมควบคุมโรคจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย)

             2.  ตัวอย่างที่เก็บและส่งตรวจโดยโรงพยาบาลเอกชน หรือกรณีที่ผู้ป่วยต้องการส่งตรวจเอง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เก็บค่าบริการ ตัวอย่างละ 2,500 บาท

                 

4. มียาชนิดใดบ้างที่สามารถรักษาโรคนี้ได้?

                  ยาต้านไวรัสซึ่งใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่นี้ได้ผล คือโอเซลทามิเวียร์ (oseltamivir) เป็นยาชนิดกิน และซานามิเวียร์ (zanamivir) เป็นยาชนิดพ่น ส่วนผลการตรวจเชื้อไวรัสนี้พบว่า เชื้อนี้ดื้อต่อยาต้านไวรัส อะแมนตาดีน(amantadine) และไรแมนตาดีน (rimantadine) ยาต้านไวรัส oseltamivir จะให้ผลรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ดีที่สุด ถ้าผู้ป่วยได้รับยาเร็วภายใน 2 วันนับตั้งแต่เริ่มป่วย

 

5. สมุนไพรไทยสามารถใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 ได้จริงหรือไม่?

 

                   ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่แน่นอนว่า มีสมุนไพรไทยชนิดใดที่ใช้รักษาอาการของโรคนี้ได้  สมุนไพรต่างๆ เช่น  ฟ้าทะลายโจร  มะขามป้อม  มะนาว  มะขาม  กระเทียม  ขิง  สามารถช่วยบรรเทาอาการเมื่อเริ่มเป็นหวัด (มีไข้ น้ำมูก เจ็บคอ หรือมีเสมหะ) เบื้องต้นได้เท่านั้น

 

6. ผู้ป่วยทุกราย จะต้องได้รับยาต้านไวรัสหรือไม่?

                  ผู้ป่วยส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 มีอาการน้อย หายป่วยได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส การได้รับยาต้านไวรัสสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะช่วยให้อาการหายเร็วขึ้น 1-2 วันเท่านั้น ส่วนผู้ป่วยที่จำเป็นจะต้องได้รับยาต้านไวรัส ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น สงสัยปอดอักเสบ ซึมผิดปกติ กินไม่ได้ หรือมีภาวะขาดน้ำ อาการไม่ดีขึ้นหลัง 48 ชั่วโมงตั้งแต่เริ่มป่วย และผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อโรครุนแรง เช่น หญิงตั้งครรภ์ โรคอ้วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เด็กเล็กต่ำกว่า 2 ปี หรือผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ได้รับยาแอสไพริน เป็นเวลานาน

 

7. จะบอกได้อย่างไรว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และไวรัสสายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 ดื้อยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์?

             1.  วิธีทางตรง (direct method) ทำโดยการเพาะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ลงในเซลล์ ที่มียาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ (oseltamivir) ผสมอยู่ในอาหารเลี้ยงเซลล์ ในความเข้มข้นต่างๆกัน หากพบว่าต้องใช้ความเข้มข้นของยาสูงกว่าปกติในการยับยั้ง การเพิ่มจำนวนของไวรัสในหลอดทดลอง จะถือว่าไวรัสดื้อต่อยาต้านไวรัส วิธีนี้แม้จะให้ผลแน่นอน แต่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายสูง และไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ในเวลา 24 ชั่วโมง จึงได้รับความนิยมน้อยกว่าวิธีทางอ้อมที่จะกล่าวต่อไป

             2. วิธีทางอ้อม (indirect method) เป็นการตรวจรหัสพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดใหญ่บริเวณยีนที่สร้าง Neuraminidase (N1) หากพบว่ากรดอะมิโน ชนิดฮิสติดีน (Histidine) เปลี่ยนไปเป็นชนิด ไธโรซีน (Tyrosine) ในตำแหน่งที่ 274 แสดงว่าเชื้อไวรัสดื้อยาหรืออาจดื้อยาได้ ตำแหน่งที่พบรองลงมาคือ 294,292 วิธีนี้เป็นวิธีที่องค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมป้องกัน โรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา แนะนำให้ใช้ตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ เพราะสามารถกระทำได้แล้วเสร็จภายเวลา24 ชั่วโมง ทันต่อการปรับเปลี่ยนยาใหม่ black porn ในกรณีที่เกิดเชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ (oseltamivir) ขึ้น

 

ที่มา : หน่วยไวรัสวิทยาและจุลชีววิทยาโมเลกุล คณะแพทยศาสตร์ รพ รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

8. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 ได้อย่างไรและมากน้อยเพียงใด?

 

                   หลังการฉีดวัคซีนแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นภายใน 2 – 3 สัปดาห์ จากผลการวิจัยทางคลินิก โดยบริษัทผู้ผลิต พบว่าวัคซีนชนิดที่ใช้ฉีดในประเทศไทยขณะนี้ มีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคประมาณร้อยละ 90 ซึ่งจะสามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เฉพาะสายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 เท่านั้น   ไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัด ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ได้   เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรคนี้ จะมีภูมิป้องกันไม่ให้เราติดเชื้อและไม่ป่วย  หรือถ้าป่วย  ก็จะมีอาการไม่รุนแรง 

 

9. ในช่วงกลางปี  2552  ถ้าป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่  hot lesbian porn มีไข้  ไอ  เจ็บคอ  มีน้ำมูก  ปวดศีรษะ  ปวดตามตัว  แต่ไม่ได้ตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ  จำเป็นต้องรับวัคซีนหรือไม่

                  อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่  อาจมีสาเหตุจากเชื้อโรคหลายชนิดรวมถึงเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์อื่น ๆ  ถ้าไม่มีผลทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่า เคยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009ได้  และจะไม่มีความเสี่ยงหรือ ภาวะแทรกซ้อนมากกว่าบุคคลอื่น

 

10. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

วัคซีนไข้หวัดใหญ่โดยทั่วไปรวมทั้งวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

          1. วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine) เป็นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อโรคที่ตายแล้ว ไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้อีก ซึ่งเป็นวัคซีนที่จะนำมาใช้ให้บริการประชาชนในครั้งนี้ โดยนำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศส  มีขบวนการผลิตวัคซีนชนิดเดียวกับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่มีการฉีดทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยอยู่แล้ว

          2. วัคซีนชนิดเชื้อเป็นแบบอ่อนฤทธิ์ (Live attenuated vaccine) เป็นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนแรงลง ซึ่งองค์การเภสัชกรรมประเทศไทยกำลังดำเนินการผลิต อยู่ในขั้นตอนการวิจัย  ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะสามารถนำมาใช้กับประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมากได้

 

11. บุคคลกลุ่มใดบ้างที่ควรได้รับวัคซีน และกลุ่มใดที่มีข้อห้ามในการรับวัคซีน?

mature porn                     เนื่องจากวัคซีนที่จัดหาได้มีปริมาณจำกัด ไม่สามารถให้บริการแก่ประชากรทุกกลุ่มอายุได้ ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำ ของคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ได้มีการจัดลำดับกลุ่มเป้าหมายเสี่ยงสูงในการให้วัคซีน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ  เพื่อปกป้องระบบสาธารณสุขของประเทศให้สามารถดำเนินการบริการประชาชนต่อไปได้  เพื่อลดอัตราตายของประชาชน  ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกและข้อมูลการระบาดของโรคในไทย ดังนี้

                 

           1.  แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข ด่านหน้าที่ปฏิบัติงานเสี่ยงต่อการสัมผัสโรคจากผู้ป่วย

           2.  หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป

            3.  บุคคลที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือ ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 35 กิโลกรัม / เมตร2

           4.  ผู้พิการที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

           5.  บุคคลอายุ 6 เดือน - 64 ปี ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืดโรคหัวใจทุกประเภท หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ในระหว่างได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรง ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน และเบาหวานที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน

 

ข้อห้ามในการรับวัคซีน  ได้แก่   

            -  เด็กอายุต่ำกว่า  6  เดือน ( เนื่องจากวัคซีนยังไม่มีข้อมูลการทดสอบ ในเด็กอายุต่ำกว่า  6  เดือน )

           - ผู้ที่เคยมีอาการแพ้ไข่  หรือสารเคมีอื่นในวัคซีน ( เนื่องจากขั้นตอนการผลิตวัคซีนมีการเลี้ยงเชื้อในไข่   ดังนั้นถ้าผู้ที่แพ้ไข่จึงอาจแพ้วัคซีนนี้ได้)

            - ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลแล้ว มีอาการแพ้รุนแรง  (เนื่องจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ ใช้เทคโนโลยีและวิธีการผลิตที่คล้ายกันกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล)

           - ผู้ที่มีไข้สูง  หรือโรคประจำตัวยังมีอาการไม่คงที่  ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนการรับวัคซีนทุกครั้ง

 

12. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009   มีความปลอดภัยแค่ไหน?

                 เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบทั้งความเสี่ยง และประโยชน์ของวัคซีนอย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะขึ้นทะเบียนวัคซีน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเป็นทางด้านการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน และความปลอดภัย ผลจากการทดสอบให้ข้อมูลที่บ่งชี้ว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 มีความปลอดภัยสูงมากเช่นเดียวกับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แต่อย่างไรก็ตามผู้รับวัคซีนส่วนน้อยอาจเกิดอาการข้างเคียงได้  จึงได้จัดให้มีระบบการดูแลเรื่องความปลอดภัยและเฝ้าระวัง อาการผิดปกติที่อาจเกิดจากวัคซีนควบคู่ไปด้วย

 

13. หญิงมีครรภ์สามารถรับการฉีดวัคซีน ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่?

                 ผลการศึกษาวิจัยในปัจจุบัน ยังไม่พบอันตรายจากการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1)2009 ในหญิงตั้งครรภ์ รวมทั้งยังไม่เคยพบว่าก่อให้เกิดภาวะมีบุตรยาก หรือความผิดปกติของทารกในครรภ์ ผลต่อการคลอด หรือพัฒนาการของเด็ก  เมื่อเปรียบเทียบผลดีและความเสี่ยงแล้ว หญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ ดังนั้นจึงแนะนำให้หญิงมีครรภ์รับการฉีดวัคซีนนี้

 

14. เมื่อฉีดวัคซีนแล้วอาการข้างเคียงที่อาจพบได้มีอะไรบ้าง?

                  ผลข้างเคียงหลังจากการฉีดวัคซีนคล้ายคลึงกับผลข้างเคียงที่พบ จากการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ผู้ที่ได้รับวัคซีนบางคน (ซึ่ง

เป็นส่วนน้อย) อาจเกิดผลข้างเคียงหลังรับวัคซีน  ซึ่งอาจแบ่งเป็น  2  ชนิดใหญ่ ๆ  คือ

           1. อาการปวด  บวมแดง บริเวณที่ฉีดวัคซีน ซึ่งมักไม่รุนแรงและหายได้เองใน  1 – 2  วัน  

           2.  ผลข้างเคียงในระบบร่างกาย  เช่น  ไข้  ปวดศีรษะ  ปวดกล้ามเนื้อ  ที่มักจะหายได้เอง ใน  1 –2  วัน  หรือใช้ยาแก้ปวดลดไข้  เช่น  ยาพาราเซตามอล  cartoon porn pics ส่วนอาการที่รุนแรงพบได้น้อยมาก  เช่น  อาการทางสมอง   อาการแพ้รุนแรง  ช็อค  เป็นต้น

           ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขได้มีมาตรการ เพื่อสร้างความมั่นใจ ความปลอดภัยแก่ประชาชน โดยมาตรการดูแลผู้รับวัคซีน โดยกำหนดให้การฉีดวัคซีนทำในโรงพยาบาลเท่านั้น และเฝ้าสังเกตอาการหลังฉีดวัคซีน 30 นาที ซึ่งหากผู้รับวัคซีนเกิดอาการข้างเคียง จะได้ทำการรักษาได้อย่างรวดเร็ว มีระบบการติดตามอาการหลังฉีดหลังจากนั้น เป็นเวลา 4 สัปดาห์ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ต้องมีสูติแพทย์หรือพยาบาลที่รับฝากครรภ์ ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในระดับสูงสุด ก่อนตัดสินใจฉีดวัคซีนให้  และเปิดศูนย์รับแจ้งอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 ทั่วประเทศ อีก 16 หมายเลข ในเขตกทม.แจ้งที่ 082–7881619-20 ต่างจังหวัดแจ้งได้ที่ 082-7881621-34 เพื่อให้ประชาชนโทรศัพท์แจ้งอาการตลอด 24 ชั่วโมง

 

15.  ความคืบหน้าในการผลิตวัคซีนนี้ของประเทศไทย milf porn เป็นอย่างไร?

 

                 ในขณะนี้ประเทศไทยได้มีการทดลองผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 ชนิดเชื้อเป็นแบบอ่อนฤทธิ์สายพันธุ์A/17/CA/2009/38(H1N1) โดยความร่วมมือขององค์การเภสัชกรรม   กระทรวงวิทยาศาสตร์ และกระทรวงสาธารณสุข ใช้ห้องปฏิบัติการในอาคารปฎิบัติการ การควบคุมและประเมินคุณภาพทางเภสัชศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีคณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยศิลปากร  เป็นโรงงานต้นแบบนำร่องทดลองผลิตวัคซีน

                  ทั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาในระดับอุตสาหกรรม รัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณให้องค์การเภสัชกรรมก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ตามมาตรฐานจีเอ็มพีขององค์การอนามัยโลก ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เพื่อเป็นการประกันความมั่นคงทางสุขภาพของคนไทยในระยะยาว ต่อการระบาดของไข้หวัดใหญ่ จะเริ่มก่อสร้างในเดือนกันยายน 2552 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 18 เดือน คาดจะเริ่มผลิตได้ในปี 2555


ที่มา : http://beid.ddc.moph.go.th/th/images/news/FAQ_for_PI_manual_6_Feb_10.doc  

 

บทความอื่นๆ