โรคลำไส้แปรปรวน PDF พิมพ์ อีเมล
Share

 

 

          โรคลำไส้แปรปรวน หรือ โรคไอบีเอส (irritable bowel syndrome) เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง เกี่ยวข้องกับการทำงานผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำไส้ โดยที่ไม่พบความผิดปกติอะไรที่โครงสร้างของอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร และไม่มีพยาธิสภาพอื่นใด ก่อนหน้านี้เคยเชื่อว่าโรคนี้เกิดจากภาวะทางจิตใจ

 

          ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงแต่อย่างใด น้อยรายที่อาการรุนแรงมากหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน แตกต่างจากโรคลำไส้อักเสบที่มักพบว่า เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้บ่อย พบว่าผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุน้อย หลายคนมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเช่นกัน

 

          ในสหรัฐอเมริกา และยุโรป พบร้อยละ 10-20 ของประชากร ส่วนญี่ปุ่นพบร้อยละ 25 สำหรับบ้านเรามีข้อมูลค่อนข้างน้อยในการศึกษาเรื่องนี้ ข้อมูลที่มีอยู่พบประมาณร้อยละ 7 ซึ่งอาจจะประมาณการต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะในรายที่มีอาการไม่มากอาจคิดว่าตนเองไม่ได้เป็นโรคนี้ ในต่างประเทศโดยทั่วไปพบโรคนี้ได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2:1 ส่วนบ้านเราพบในผู้หญิงและผู้ชายในจำนวนใกล้เคียงกัน

 

          โรคไอบีเอสเป็นโรคเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ บางรายอาจเป็นนาน 5-8 ปี แต่โรคนี้ก็มิใช่โรคร้ายแรงและไม่ทำให้เสียชีวิต ผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตและปฏิบัติตน ให้ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งนอกจากช่วยบรรเทาอาการและป้องกันไม่ให้เกิดเป็นซ้ำแล้ว ยังไม่ต้องรับประทานยามากขึ้นด้วย

 

สาเหตุ

 

          ในปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่นอน จัดว่าเป็นโรคในกลุ่มการทำหน้าที่ผิดปกติชนิดหนึ่ง หมายความถึงโรคที่ไม่พบความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นจากการตรวจร่างกายอย่างละเอียด หรือการตรวจเพิ่มเติมเพื่อสืบค้นหาสาเหตุ ไม่พบว่ามีการอักเสบและไม่พบว่าเป็นเนื้องอก หรือมะเร็งแต่อย่างใด อาการต่างๆของโรคนี้เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังลำไส้

   

          จากหลักฐานที่มีอยู่เชื่อว่ามีหลายปัจจัยที่เป็นสาเหตุของโรคไอบีเอส ซึ่ง 3 ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่

 

          1.การบีบตัวหรือการเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติ โดยปกติผนังของลำไส้จะประกอบด้วยชั้นกล้ามเนื้อเรียบที่สามารถหด-ขยายได้ ทำให้เกิดการบีบรัดตัวของลำไส้ กรณีที่การบีบรัดตัวของลำไส้รุนแรงและนานกว่าปกติจะทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น เรอ ท้องเสีย ในบางรายการบีบรัดตัวของลำไส้น้อยกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการท้องผูก

          2. ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ milf porn ผลการศึกษาวิจัยพบว่ าโรคลำไส้แปรปรวนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ อาจมีผลมาจากระบบประสาทส่วนกลางได้เช่นกัน

          3. ebony porn ความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ก็มีส่วนหนุนเสริมทำให้อาการของโรคกำเริบ

 

อาการ

 

          ในคนปกติ การถ่ายอุจจาระของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน บ้างก็ถ่ายอุจจาระทุกวัน บ้างก็ถ่ายเป็นบางวัน โดยทั่วไปถือว่าการถ่ายอุจจาระที่ปกติ คือ ไม่เกิน 3 ครั้งต่อวัน หรือไม่น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ลักษณะอุจจาระที่ปกติ จะต้องเป็นก้อน แต่ไม่แข็งเป็นลูกกระสุน หรือเหลวมากหรือเป็นน้ำ และต้องไม่มีเลือดปน และไม่ปวดเกร็งท้องร่วมด้วย

 

          1. ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนมักทรมานจากอาการปวดท้องซึ่งเมื่อได้ถ่ายอุจจาระจะรู้สึกหายปวดและสบายขึ้น ส่วนใหญ่มักปวดที่ท้องน้อย ลักษณะปวดเกร็ง หลายคนสังเกตพบว่าอาการปวดจะดีขึ้นหลังถ่ายอุจจาระ อาการปวดท้องแต่ละครั้งรุนแรงไม่เท่ากัน บางครั้งปวดมาก บางครั้งปวดน้อย ร่วมกับการมีการขับถ่ายที่ผิดปกติ เช่น ท้องผูกหรือท้องเสีย หรืออย่างใดอย่างหนึ่งสลับกัน โดยแต่ละรายจะมีอาการหนึ่งอาการใดเด่นกว่าอีกอาการหนึ่ง

          2. ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าถ่ายอุจจาระไม่ค่อยสุด หรือมีมูกปนออกมาเวลาถ่ายอุจจาระ ลักษณะอุจจาระจะเปลี่ยนไปเป็นก้อนแข็งหรือเหลวจนเป็นน้ำ ถ่ายเป็นมูกปนอุจจาระมากขึ้น หลายคนอาจมีอาการท้องอืด แน่นท้อง ผู้ป่วยจะมีอาการท้องอืด มีลมมากในท้อง mature porn เรอบ่อยๆ เวลาถ่ายอุจจาระมักมีลมออกมาด้วย ซึ่งล้วนเป็นอาการที่สำคัญของโรคไอบีเอสทั้งสิ้น อาการต่างๆ เหล่านี้มักเป็นนานเกิน 3 เดือน ในช่วงหนึ่ง ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักมีประวัติเป็นมานานหลายปี

          3. โรคลำไส้ทำงานแปรปรวนจะเป็นโรคเรื้อรังอาจเป็นปี ๆ หรืออาจเป็นตลอดชีวิต เป็นโรคที่ไม่ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม แม้จะเป็นมาหลาย ๆ ปี และไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่เป็นโรคที่สร้างความรำคาญ ผู้ป่วยจะวิตกกังวลมากกว่าทำไมโรคไม่หายเสียทีแม้ได้รับยารักษาแล้วก็ตาม

          4. โรคนี้ถือว่าเป็นโรคลำไส้ที่พบได้บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่มาก อาจไม่เคยไปพบแพทย์เลยด้วยซ้ำ แต่ในบางรายก็จะมีอาการที่รุนแรงขึ้นจนเป็นปัญหาได้เช่นกัน และโรคนี้ไม่เป็นสาเหตุของโรคลำไส้อักเสบ ซึ่งไม่ค่อยพบในคนไทย แต่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาสำคัญของชาวตะวันตก

 

ยารักษา

 

          เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคลำไส้แปรปรวนที่แน่ชัด การรักษาจึงมุ่งหวังบรรเทาอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นหลัก เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ในกรณีที่อาการเป็นน้อย การดูแลเรื่องอาหาร การดำเนินชีวิต และหลีกเลี่ยงภาวะเครียด ก็อาจเพียงพอที่จะบรรเทาอาการได้ แต่ถ้าอาการรุนแรงมากขึ้น แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาหรือการกรักษาอื่นๆ เพิ่มเติม

 

          ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่เป็นมาตรฐาน หรือได้ผล 100% แพทย์จะให้การรักษาไปตามอาการ เช่น ให้ยาระบายในผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกเป็นอาการเด่น หรือให้ยาแก้ท้องเสียถ้ามีอาการท้องเสีย ร่วมกับยาลดการเกร็งตัวของลำไส้เพื่อช่วยเรื่องปวดท้อง ดังนั้นผลการรักษาจึงยังไม่ได้ผลดี ผู้ป่วยจะมีอาการเรื้อรังเป็นๆ หายๆ บางช่วงอาการอาจหายเป็นเวลานาน แต่จะกลับเป็นใหม่ได้อีกถ้าปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง

 

          1. ยาใหม่ที่ใช้รักษาเฉพาะ ได้แก่ alosetron และ tegaserod อะโลซิตรอน เป็นยาที่ออกฤทธิ์ช่วยให้กล้ามเนื้อเรียบของลำไส้ใหญ่คลายตัว และช่วยให้กากอาหารผ่านลำไส้ช้าลง ตัวยาจัดอยู่ในกลุ่ม nerve receptor antagonist เมื่อนำมาใช้พบว่าบางรายเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง ปัจจุบันจึงจำกัดการใช้เฉพาะในรายผู้ป่วยหญิงที่มีอาการท้องเสียรุนแรงเป็หลักและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาชนิดอื่น ส่วนยาอีกชนิดที่ชื่อ เทกาซีรอด ใช้ในผู้ป่วยหญิงที่มีอาการท้องผูกเป็นหลัก ตัวยาออกฤทธิ์เหมือนกับซีโรโทนิน

          2. การใช้ยาในกลุ่ม anticholinergics อาจได้ผลดีในผู้ป่วยบางราย

          3. ยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้า ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียเด่น แพทย์จะเลือกใช้ยาต้านซึมเศร้าในกลุ่ม tricyclic antidepressants เช่น imipramine หรือ amitriptyline สำหรับในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการท้องผูกเด่น นิยมเลือกใช้ยาในกลุ่ม SSRIs เช่น fluoxetine หรือ paroxetine

          4. ยาแก้ท้องเสีย เช่นloperamide (Imodium) lesbian videos ช่วยบรรเทาอาการท้องเสียที่เกิดขึ้น
เสริมไฟเบอร์ เช่น psyllium (Metamucil) หรือ methylcellulose (Citrucel) เพื่อช่วยควบคุมอาการท้องผูก และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะ

          5. ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการบำบัดเพื่อลดความเครียด

 

 

 

บทความอื่นๆ