โรคหัวใจ PDF พิมพ์ อีเมล
Share

 

 

 

"โรคหัวใจ คือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย มีอัตราการเสียชีวิต โดยเฉลี่ยประมาณ 4 คนต่อชั่วโมง"

 

 

สาเหตุ

 

ปัจจัยเสี่ยง...ต่อการเป็นโรคหัวใจ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ได้แก่

 

- คอเลสเตอรอลในเลือดสูง

- ความดันโลหิตสูง

- โรคเบาหวาน

- ความอ้วน มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน

- ความเครียด

- การไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

- สูบบุหรี่ หรือเพิ่งเลิกสูบบุหรี่ได้ไม่เกิน 2 ปี หรือได้รับควันบุหรี่สม่ำเสมอ (แม้ไม่ได้สูบบุหรี่)

- เพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือหญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือวัยทองหลังหมดประจำเดือน

 

            ชายและหญิงในวัยกลางคนขึ้นไป ถ้ามีความดันโลหิตสูง ภาวะความผิดปกติของระดับไขมันในเลือด หรือโรคเบาหวานควรได้รับการรักษาต่อเนื่อง อย่ารอจนเกิดอาการก่อนจึงรักษา เพราะเมื่อถึงเวลานั้นการรักษาก็ยากขึ้น และโรคแทรกซ้อนก็จะตามมามากมาย สำหรับผู้ที่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจข้างต้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการดูแลตัวเอง และสืบค้นโรคหัวใจต่อไป

 

 

อาการ

 

            เจ็บหน้าอก อวัยวะที่อยู่ในทรวงอก นอกจากหัวใจแล้ว ยังมี เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด เยื่อหุ้มปอด หลอดอาหาร หลอดเลือดแดงใหญ่ กระดูกหน้าอก กระดูกซี่โครง เต้านม กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก เมื่อมีการอักเสบ หรือพยาธิสภาพของอวัยวะเหล่านี้ ก็ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้ทั้งสิ้น แต่ลักษณะอาการอาจแตกต่างกัน

 

อาการต่อไปนี้เข้าได้กับอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด

 

 

1.

เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก อาจจะเป็นด้านซ้าย หรือ ทั้งสองด้าน (มักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว) บางรายจะร้าวไป ที่แขนซ้าย หรือ ทั้งสองข้าง หรือ จุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน

 

2.

อาการตามข้อ 1 เกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น เดินเร็วๆ รีบ หรือ ขึ้นบันได วิ่ง โกรธโมโห อาการดังกล่าวจะดีขึ้น เมื่อหยุดออกกำลัง

 

3.

ในบางรายที่อาการรุนแรง อาการแน่นหน้าอกอาจเกิดขึ้นในขณะพัก เช่น นั่ง หรือ นอน หรือ หลังอาหาร

 

4.

กรณีที่เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมาก อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เหงื่อออกมาก เป็นลม (อาการเช่นนี้ยังพบได้ ในโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ปริ ฉีก)

 

อาการต่อไปนี้ไม่เหมือนอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด

 

 

1.

เจ็บแหลมๆ คล้ายเข็มแทง เจ็บแปล๊บๆ เจ็บจุดเดียว กดเจ็บบริเวณหน้าอก

 

2.

อาการเจ็บเกิดขึ้นในขณะพัก มีอาการนานเป็นชั่วโมง หรือเป็นวัน

 

3.

อาการมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ ขยับตัว หรือ หายใจเข้าลึกๆ

 

4.

อาการเจ็บร้าวขึ้นศีรษะ ปลายมือ celebrity sex tapes ปลายเท้า

 

อาการตามข้อ 1,2 และ 3 อาจเกิดจากกระดูก กล้ามเนื้อหน้าอก เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

 

            อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือด นอกจากอาการเจ็บหน้าอกแล้ว ต้องอาศัยประวัติอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังนั้น ในผู้ป่วยบางรายที่อาการไม่เหมือนนัก hot milf แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ ก็ควรได้รับการตรวจพิเศษเพิ่มเติมด้วย

 

หอบ เหนื่อยง่าย

 

           อาการหอบ เหนื่อยง่าย เวลาออกแรง เช่น เดิน วิ่ง ทำงาน มีสาเหตุมากมาย เช่น โลหิตจาง (ซีด) โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคปอด ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) แม้แต่ความวิตกกังวล หรือ โรคแพนิค ก็ทำให้เหนื่อยได้เช่นกัน อาการเหนื่อยง่ายจากโรคหัวใจ และ ภาวะหัวใจล้มเหลวนั้น จะเหนื่อย หอบ หายใจเร็ว โดยเป็นเวลาออกแรง แต่ในรายที่เป็นรุนแรง จะเหนื่อยในขณะพัก บางรายจะเหนื่อยมากจนนอนราบไม่ได้ (นอนแล้วจะเหนื่อย ไอ) ต้องนอนศีรษะสูงหรือ นั่งหลับ

 

           คำว่าเหนื่อย หอบ ในความหมายของแพทย์หมายถึง อัตราการหายใจมากกว่าปกติ แต่ในความหมายของผู้ป่วย อาจรวมไปถึง อาการเหนื่อยเพลีย หมดแรง เหนื่อยใจ อาการเหนื่อยแบบหมดแรง มือเท้าเย็นชา พูดก็เหนื่อย (โดยอัตราการหายใจปกติ) เหล่านี้มักจะไม่ใช่อาการเหนื่อยจากโรคหัวใจ

 

ใจสั่น

 

           ใจสั่นในความหมายแพทย์ หมายถึง การที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ผิดจังหวะ หรือ เต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นๆ black girl porn หยุดๆ อาการดังกล่าวอาจพบได้ในคนปกติ โรคหัวใจ และโรคอื่นๆ ที่มีผลต่อหัวใจ เช่น ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคปอด แพทย์จะซักประวัติละเอียด ถึงลักษณะของ อาการใจสั่น เพื่อให้แน่ใจว่า เกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยรู้สึก ใจสั่น โดยหัวใจเต้นปกติ

 

           การตรวจวินิจฉัยกลุ่มอาการใจสั่น เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการชั่วขณะ เมื่อมาพบแพทย์อาการดังกล่าว ก็หายไปแล้ว แพทย์จึงไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ว่า เกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ ดังนั้น ท่านควรศึกษาวิธีจับชีพจรตัวเอง เมื่อเกิดอาการ ว่าหัวใจเต้นกี่ครั้งในเวลา 1 นาที และสม่ำเสมอหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยให้แพทย์ให้การวินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้น

 

ขาบวม

 

           อาการขาบวม เกิดจากการที่ร่างกายมีเกลือ (โซเดียม) และน้ำคั่งอยู่ในร่างกาย โดยอาจเกิดจากโรคไต (ขับเกลือไม่ได้) โรคหลอดเลือดดำอุดตัน (การไหลเวียนไม่สะดวก) ขาดอาหาร โปรตีนในเลือดต่ำ โรคตับ ยาและฮอร์โมนบางชนิด โรคหัวใจ หรือ ในบางราย ไม่พบสาเหตุ (idiopathic edema) การบวมในผู้ป่วยโรคหัวใจ เกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถ ไหลเทเข้าหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรัง ก็ให้อาการเช่นนี้ได้เช่นกัน ดังนั้น เมื่อมีอาการขาบวม แพทย์จำเป็นต้องตรวจหลายระบบ เพื่อหาสาเหตุ จึงให้การรักษาได้ถูกต้อง

 

เป็นลม วูบ

 

           คำว่า "วูบ" นี้ เป็นปัญหาในการซักประวัติอย่างมาก เนื่องจากในภาษาไทยคำนี้มีความหมายต่างๆ กัน แต่ในความหมายของแพทย์แล้ว จะตรงกับภาษาอังกฤษว่า syncope หมายถึง การหมดสติ หรือ เกือบหมดสติ ชั่วขณะ โดยอาจรู้สึกหน้ามืด จะเป็นลม ตาลาย มองไม่เห็นภาพชัดเจน โดยอาการเป็นอยู่ชั่วขณะ ไม่รวมถึงอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน โคลงเครง วูบวาบตามตัว หายใจไม่ออก อาการดังกล่าวอาจเกิดจาก ความผิดปกติของสมอง เช่น ลมชัก (แม้จะไม่ชักให้เห็น) เลือดออกในสมอง ความผิดปกติของหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง หรือหยุดเต้นชั่วขณะ หรือ ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมหัวใจ นอกจากนั้นแล้ว "วูบ" ยังอาจพบได้ในคนปกติที่ขาดน้ำ เสียเลือด ท้องเสีย ไม่สบาย ขาดการออกกำลังกาย ยาลดความดันโลหิต อีกด้วย

 

 

ยารักษา

 

ยารักษาโรคหัวใจที่แพทย์มักจะสั่งให้ผู้ป่วยบ่อยๆ ได้แก่

 

ยาต้านเกร็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด

 

           ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยา Aspirin, Ticlopidine (Ticlid) Clopidogrel,Plavix และ Warfarin ยากลุ่มนี้มีผล ทำให้เลือดเข็งตัวช้า การรับประทานยาประเภทนี้ เช่น Aspirin ควรรับประทานหลังอาหารทันที ถ้ารับประทานยากลุ่มนี้แล้ว เกิดอาการปวดท้อง ถ่ายอุจจาระดำ ให้หยุดการรับประทานยากลุ่มนี้ แล้วไปพบแพทย์ทันที หรือให้รับประทานยาเคลือบ-ลดกรด ในกระเพาะอาหารไปก่อน สำหรับยาละลายลิ่มเลือด เช่น ยา Warfarin ให้รับประทานก่อนนอน เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาระหว่างยากับอาหารหรือปฏิกิริยากับยาตัวอื่นๆ กล่าวคือ ผักใบเขียวซึ่งมีวิตามินเค จะต้านฤทธิ์ยาทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ และยาบางตัวที่ออกฤทธิ์ผ่านตับ จะทำให้ฤทธิ์ของยากลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น จนมีเลือดออกผิดปกติได้ เช่น ยาปฏิชีวนะบางประเภท (ยา Erythromycin) เมื่อท่านรับประทานยากลุ่มนี้อยู่ แล้วต้องไปถอนฟัน หรือ ต้องผ่าตัด ต้องหยุดรับประทานยากลุ่มนี้ก่อนประมาณ 1 สัปดาห์ และหลังผ่าตัดหรือถอนฟันแล้วแผลติดดี ให้เริ่มรับประทานยาต้านเกร็ดเลือดหรือละลายลิ่มเลือดได้ภายใน 48 ชั่วโมง แต่แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยาทุกครั้ง

 

           ยากลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่ ต้องรับประทานยากลุ่มนี้ไปตลอดชีวิต ให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือ ผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ดังนั้นขณะที่รับประทานยาอยู่ แล้วเกิดมีจ้ำเลือดขึ้นตามตัว ปัสสาวะเป็นสีน้ำล้างเนื้อ อุจจาระมีสีดำ ให้หยุดรับประทานยาและไปพบแพทย์ทันที

 

ยาควบคุมหรือยาลดความดันโลหิต

 

           ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง เมื่อได้รับยาในกลุ่มดังกล่าว ควรรับประทานยาให้ตรงตามเวลา เช่น รับประทานเวลาเช้า ให้รับประทาน ในช่วงเวลา 07.00-08.00 น. เพราะเป็นเวลาที่มีความดันโลหิตสูง ถ้าท่านรับประทานยาแล้วมีอาการเวียนศีรษะ อาจเกิดจากความดันโลหิตสูง แล้วลดลงมากเกินไป ให้นอนราบพักสักครู่ วัดความดันโลหิตในช่วงนั้น แล้วไปพบแพทย์เพื่อปรับยา

ยาลดความดันโลหิตบางตัว รับประทานแล้วเกิดอาการไอได้ ซึ่งยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยแถบทวีปเอเชีย มีอาการไอได้ประมาณ 20% หลังจากหยุดรับประทานประมาณ 5 วัน อาการไอจะหายไปได้ ดังนั้น ถ้าท่านรับประทานยาลดความดันโลหิต แล้วเกิดอาการไอให้บอกแพทย์ได้รับทราบ ยาลดความดันโลหิตบางตัว ทำให้เกิดอาการบวมได้ เนื่องจากหลอดเลือดขยายตัว อาการบวมจะเกิดตอนเย็น เนื่องจากตลอดวันต้องเดินหรือยืนนานๆ เมื่อท่านได้ยกเท้าสูงอาการบวม ก็จะลดลงและจะดีขึ้นเอง แต่ถ้ามีอาการบวมต้องไปพบแพทย์

 

           ยาลดความดันโลหิตบางตัว ทำให้หัวใจเต้นช้าลง มีอาการหน้ามืดเป็นลมได้ ยาบางตัวจะทำให้ปัสสาวะบ่อยเพราะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ การใช้ยาลดความดันโลหิตร่วมกับยาประเภท เช่น ยารักษาต่อมลูกหมากโต จะทำให้ความดันโลหิตต่ำลงมาก มีอาการหน้ามืดเป็นลมได้ เนื่องจากยารักษาต่อมลูกหมากโตมีฤทธิ์ลดความดันโลหิตด้วย

   

ยาขยายหลอดเลือด

 

           ยากลุ่ม Nitrate ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาขยายหลอดเลือดหัวใจ มีหลายรูปแบบ กล่าวคือ เป็นยารับประทานก่อนอาหาร และยาอมและยาสเปรย์ใต้ลิ้น เมื่อท่านได้รับประทานยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดศีรษะบริเวณขมับ 2 ข้าง ลักษณะปวดตุบๆ เมื่อมีอาการดังกล่าวให้รับประทานยาพาราเซตตามอล 2 เม็ด และอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้น 1-2 สัปดาห์ หลังได้รับยาจากนั้นอาการจะค่อยๆ ลดลงจนหายเป็นปกติ สำหรับท่านที่ยังมีอาการปวดศีรษะมากอยู่ ให้หยุดการรับประทานยาแล้วมาพบแพทย์ผู้ดูแลสำหรับยาและยาสเปรย์ใต้ลิ้น เมื่อมีอาการแน่นหน้าอกนั้น ควรจะนั่งพิงแล้วอมยาเป็นยาสเปรย์ใต้ลิ้น เนื่องจากผู้ป่วยบางรายที่ไวต่อฤทธิ์ยาจะมีอาการเป็นลมหมดสติ ซึ่งเกิดจากความดันโลหิตที่ลดต่ำลงหลังได้รับยา ถ้าท่านมีอาการวูบแต่ไม่หมดสติให้นอนราบประมาณ 5-10 นาที อาการจะดีขึ้น

   

ยาขับปัสสาวะ

 

           ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ขับปัสสาวะทำให้ผู้ป่วยเสียน้ำและเกลือแร่ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เป็นตะคริว และมีหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ สำหรับในรายที่ได้รับยาขนาดค่อนข้างสูงหรือในผู้ป่วยสูงอายุ ถ้าท่านมีอาการดังกล่าวให้หยุดรับประทานยาขับปัสสาวะ และพบแพทย์

 

ยาควบคุมระดับไขมันในเลือด

 

ยากลุ่มนี้มี 3 ประเภท คือ

 

Statin เป็นยาที่ใช้รักษาภาวะโคเลสเตอรอลสูง ซึ่งถูกนำมาใช้เมื่อ 17-18 ปี มาแล้ว ในท้องตลาดจะมีอยู่ประมาณ 4 ตัว ได้แก่ Simva, Atrova, Prava, Posuva ยากลุ่มดังกล่าว มีอากาข้างเคียง ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อตามตัว ในบางรายทำให้เกิดภาวะตับอักเสบและไตวายได้ซึ่งพบได้น้อย ถ้าท่านรับประทานยาดังกล่าวแล้ว มีอาการปวดน่อง อ่อนเพลีย ต้องรายงานให้แพทย์ที่ดูแลรักษาทราบ เพื่อตรวจเลือดดูการทำงานของตับและไต enzymes กล้ามเนื้อ ท่านสามารถหยุดยาได้ถ้าเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ หลังหยุดยาอาการดังกล่าวจะหายไปภายใน 1 สัปดาห์

 

Fibrate เป็นยารักษาภาวะไขมันในเลือดสูง ถ้าใช้เพียงตัวเดียวจะไม่ค่อยเกิดปัญหา แต่ถ้าใช้ร่วมมือกับ Statin จะเกิดภาวะตับอักเสบได้มากขึ้น ดังนั้น ถ้าท่านใช้ยาทั้ง 2 ชนิด ร่วมกันต้องเจาะเลือดดูการทำงานของตับและไตภายใน 3 เดือน

 

Ezetimibe เป็นยาที่มีฤทธิ์เช่นเดียวกับ Statin แต่มีข้อดีกว่าตรงที่ไม่มีภาวะตับอักเสบเหมือนกับใช้ Statin หรือใช้กับผู้ป่วยที่มีโรคตับได้

อย่างไรก็ตาม ยาที่ควบคุมไขมันในเลือด เป็นยาที่มีความสำคัญในการรักษาโรคหัวใจเนื่องจากมีหลักฐานว่า ด้วยตัวยามีฤทธิ์ควบคุมไขมันในเลือด mature women และลดอุบัติการณ์การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจซ้ำขึ้นอีก

         

ยารักษาหรือควบคุมการเต้นของหัวใจ

 

           ควบคุมการเต้นของหัวใจไม่ให้เต้นเร็วไป หรือผิดจังหวะ ผิดปกติ ยาในกลุ่มนี้มีแพทย์สั่งใช้บ่อย คือ Lanoxin ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ

 

           - เม็ดสีขาว มีขนาด 0.25 mg.

           - เม็ดสีฟ้า มีขนาด 0-0625 mg.

 

           ในผู้ป่วยที่สูงอายุมีโรคไตร่วมด้วย จะให้ขนาดต่ำ cartoon porn pics ยาดังกล่าวจะทำให้หัวใจเต้นช้าลงแต่แรงขึ้นถ้ากินยาแล้วมีอาการหัวใจเต้นช้า เต้นกระตุก คลื่นไส้ อาเจียน ตาลายคล้ายเป็นลม ให้หยุดยาแล้วไปพบแพทย์

 

 

 

 

บทความอื่นๆ