โรคอีสุกอีใส PDF พิมพ์ อีเมล
Share

 

 

 

สาเหตุ

 

          โรคอีสุกอีใส เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) หรือ Human herpes virus type 3 เป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด

 

 

การติดต่อ

 

          โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย โดยระยะเวลาที่ติดต่อกันได้ง่าย มักเป็นช่วง 2 วันก่อนมีตุ่มขึ้น ไปจนถึงหลังมีตุ่มขึ้นแล้ว 4 – 5 วัน การติดต่อเกิดโดย

 

- การสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรงหรือสัมผัสถูกของใช้ (เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน) ที่เปื้อนถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็นโรคอีสุกอีใสหรืองูสวัด

- สูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำผ่านเข้าทางเยื่อบุทางเดินหายใจ โดยมีระยะฟักตัวประมาณ 10-20 วัน

- หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคอีสุกอีใส ก็มีโอกาสติดต่อไปถึงเด็กในครรภ์

- ในรายที่เป็นงูสวัด สามารถติดต่อในรูปแบบของอีสุกอีใสได้ โดยเฉพาะมารดาที่ให้นมบุตร หากมารดาเป็นงูสวัดบุตรก็จะเป็นอีสุกอีใสได้

 

 

อาการ

 

          เด็กที่เป็นโรคอีสุกอีใสจะมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลียและเบื่ออาหาร ส่วนผู้ใหญ่มักจะมีไข้สูง มีอาการปวดเมื่อยตามตัวคล้ายไข้หวัด ขณะเดียวกันก็จะมีผื่นขึ้นพร้อมๆ กับวันที่เริ่มมีไข้ หรือ 1 วันหลังมีไข้ โดยในระยะแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆ และคัน ต่อมาอีก 2-3 วันก็จะตกสะเก็ด ผื่นและตุ่มเหล่านี้จะขึ้นตามไรผมก่อนแล้วกระจายไปตามใบหน้าและลำตัว แผ่นหลัง และมีประปรายบริเวณแขนและขา บางคนจะมีตุ่มขึ้นในช่องปากทำให้ปากและลิ้นเปื่อย ผื่นและตุ่มที่เกิดขึ้นนี้จะค่อยๆขึ้นทีละระลอกไม่ขึ้นพร้อมกันทั่วร่างกาย โดยบางตำแหน่งจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางตำแหน่งขึ้นเป็นตุ่มน้ำใสๆ บางตำแหน่งขึ้นเป็นตุ่มกลัดหนอง และบางตำแหน่งเริ่มตกสะเก็ด ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีไข้ มีเพียงผื่นและตุ่มขึ้นเท่านั้น ผื่นจะขึ้นมากที่สุดที่ใบหน้าและลำตัว เด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่มักจะมีอาการรุนแรงและมีตุ่มขึ้นมากกว่าเด็ก โดยทั่วไปผื่นหายได้โดยไม่มีแผลเป็น ยกเว้นมีเชื้อแบคทีเรียมาแทรกซ้อน

 

 

ยารักษา

 

          เนื่องจากเป็นโรคที่หายเองได้ โดยอาจจะมีไข้อยู่เพียงไม่กี่วัน ส่วนตุ่มจะตกสะเก็ดและค่อยๆหายใน 1-3 สัปดาห์ ผู้ป่วยจึงควรพักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ ถ้ามีไข้สูงใช้ยา พาราเซตามอล เพื่อลดไข้ได้ แต่ไม่ควรใช้ แอสไพริน เพราะอาจทำให้เกิดอาการทางสมองและตับซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ ควรอาบน้ำและใช้สบู่ฟอกผิวหนังให้สะอาด ควรตัดเล็บให้สั้นและหลีกเลี่ยงการแกะเกา เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ ในรายที่คันมากๆ อาจรับประทานยาแก้คัน เช่น คลอเฟนิรามีน ซึ่งจะช่วยลดอาการคันได้

 

          ในปัจจุบันมียาที่ใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส แต่ต้องใช้ในขนาดสูงและราคาแพงมาก นอกจากนี้จะต้องเริ่มใช้ภายในวันแรก มิฉะนั้นอาจไม่ได้ผล หรือไม่ได้ผลดี

 

 

การดูแลรักษา  โรคอีสุกอีใส ประกอบด้วย

 

1.การดูแลทั่วไป : โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่ไม่รุนแรง โดยปกติแล้วสามารถหายเองได้ อาจจะมีข้อยกเว้น บ้างโดยเฉพาะในผู้ใหญ่ซึ่งบางรายอาจจะมีอาการรุนแรงกว่า เช่น เป็นไข้ หรือ มีอาการทางผิวหนัง (แผลมีการติดเชื้อหรือมีอาการคันรุนแรง) หรือมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ประกอบด้วย อาการปอดบวมจากเชื้อไวรัส  ในกลุ่มที่อาการไม่รุนแรงนี้ การให้ยาบางชนิด เช่น ยาบรรเทาอาการคัน การใช้น้ำสะอาดหรือ น้ำเกลือประคบ จะช่วยทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้น ในเด็กควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาลดไข้จำพวกแอสไพริน เพราะอาจ จะทำให้มีโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นตามมาได้

 

2.การรักษาแบบเจาะจง : คือ การใช้ยาต้านเชื้อไวรัสอีสุกอีใส ซึ่งควรจะให้ในระยะเวลา 24-48 ชั่วโมง หลังมีผื่นขึ้น ซึ่งเชื่อว่าการที่สามารถให้ยาได้ทันและมีปริมาณพอเพียงในช่วงนี้สามารถทำให้การตกสะเก็ดของแผล และ ระยะเวลาของโรคสั้นลง โดยการทำให้แผลตกสะเก็ดเร็วขึ้นโอกาสการเกิดแผลติดเชื้อหรือแผลที่ลึกมากก็น้อยลง อย่างไรก็ตามยาในกลุ่มนี้ก็มีราคาแพงมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การดูและผิวในระยะ ที่มีผื่นอย่างถูกต้อง เช่น ทำความสะอาดแผลให้ปราศจากสิ่งสกปรก

 

 

การป้องกันโรคอีสุกอีใส

 

- การแยกผู้ป่วย

- ไม่ใช้ของใช้ปะปนกัน

- พักผ่อนให้เพียงพอ

- ดื่มน้ำมากๆ

- ฉีดวัคซีนป้องกันโรค

         

 

วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส

 

          วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส นอกจากประโยชน์โดยตรงที่ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคอีสุกอีใสแล้วยังมีประโยชน์อื่นๆ อีก เช่น ลดความเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็นอันเนื่องมาจากการเป็นโรคอีสุกอีใส ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น โดยแนะนำให้ฉีดวัคซีนโรคอีสุกอีใสในเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป และควรรับวัคซีนก่อนอายุครบ 13 ปี สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 13 ปี ต้องรับวัคซีน 2 ชุดในห่างกัน 4 – 8 สัปดาห์

 

 

 

 

บทความอื่นๆ